20 เรื่องขำขันของในหลวง อ่านแล้วคุณจะประทับใจแน่นอน


15 ตุลาคม 2016, 14:46:17 by hoteltimeline.com






เรื่องที่ 1  ระยะแรกราวปี พ.ศ.2498 เป็นต้นมา คราใดที่เสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานไปประทับ ณ
พระราชวังไกลกังวลนั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน
หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ห้า 
โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงมาถึงแล้ว 
วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล
อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตกแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง
และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ 
ต้องให้ในหลวงเสด็จฯก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้....
    
วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ....
ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทางไม่ลอดซุ้มดังกล่าว

วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการพร้อม

คณะข้าราชบริพารผู้ติดตามและทรงมีพระดำรัสทักทายกับชายผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า
    
"วันนี้ฉันเป็นในหลวง…..คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ.."


เรื่องที่ 2 
อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน

เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่งที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่

คล่องแคล่วและใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน
เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้
จึงมีคำกราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า
บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า.."

มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน
ก็ทรงตรัสถามว่า เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว.. พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า 
"มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย
และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว" เรื่องนี้
                 ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง

เรื่องที่ 3 
มีเรื่องนึงเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว
มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนนึงกำลังยืนบนบันได
ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จมา 
คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ
คนอยู่ด้านบนไม่เห็น ก็บอกว่า "เฮ้ย จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง" 
ในหลวงทรงจับบันไดให้ เค้าก็บอกว่า "เออ ดีๆ
เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง" (สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ผ่านโปร)
พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อน จะตกบันได 
รีบลงมาก้มกราบ ในหลวงทรงตรัสกับช่างว่า "แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้
แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย"

 

เรื่องที่ 4 
เมื่อครั้งท่านพระชนม์มายุ 72 พรรษา
มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น

เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่ง ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำพระบรมฉายาลักษณ์ของท่านมาประดับที่          หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่น พิเศษ
ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า "ไปบอกเค้านะ เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์"

เรื่องที่ 5 
เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง
ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน
เพราะเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า
ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป 
และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน
หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่างๆนานัปการ
ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ
เคยเล่าให้ฟังว่า  ด้วยพระบุญญาธิการ และพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้นจนบางคนถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่าได้

กราบ บังคมทูลจึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาอย่างดีก็ตาม
   
ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า "ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท 
ปกเกล้าปกกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช
ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ" 

เมื่อคำกราบบังคมทูล ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า "ฮืม ดี 
เราชื่อเหมือนกันเลย..."

ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้า ต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้

เรื่องที่ 6 
เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านให้เพื่อนๆ
ฟังตั้งหลายเรื่อง วันนี้เริ่มเรื่องนี้ก่อนแล้วกันนะ เรื่องมีอยู่ว่า 
เหตุการณ์เมื่อปี 2513
วันนั้นท่านทรงเสด็จไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหดพร้าว
เชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา
ท่านก็ทรงเสด็จ
ตามเขาเข้าไปบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง
เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ
แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้างจน
มีคราบดำๆ จับ ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วง
เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ จึงกระซิบทูลว่า
ควรจะทรงทำท่าเสวย
แล้วส่งถ้วยมาพระราชทานผู้ติดตามจัดการเอง แต่ท่านก็ทรงดวดเอง 
กรึบเดียวเกลี้ยง
ตอนหลังทรงรับสั่งว่า "ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด" ซึ้งเลย....

เรื่องที่ 7 
เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า
ครั้งหนึ่งพ่อหลวงทรงเสด็จไปทีตลาดสด
ทรงแวะไปเสวยก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว เห็นก็สงสัย จึงทูลถามท่านว่า 
"ทำไมหน้า เหมือนในหลวงจัง ?" ท่านไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มๆ

ทรงจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวแล้วตรัสชมว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย
ส่วนแม่ค้ามารู้ที่หลังว่าเป็นท่าน ก็ได้แต่ปลื้ม

 

เรื่องที่ 8 
เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า
ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร 
มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว
ราษฎรผู้หนึ่งจึงกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า
"ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์"

ในหลวงทรงตรัสว่า "ขอเดชะ พระหมดแล้ว"

เรื่องที่ 9 
เรื่องนี้รุ่นพี่ที่จุฬาฯเล่าให้ฟังว่า
มีอยู่ปีนึงที่ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร
อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข้องบางประการ
ทำให้อ่านขาดตอน ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว
ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้ 
ท่านเลยตรัสกับอธิการไปว่าเมื่อกี้นี้ (ชื่อ....)
เค้ารับไปแล้ว
    
และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ
ไฟดับไปชั่วขณะ
ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป
พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว
ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท
ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทานอีกครั้งเพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก
ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม

 

เรื่องที่ 10
เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก เมื่อพระเทพทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสด และถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า 
"ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ" 
แม่ค้าตอบว่า 
"ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ 40 บาท และที่เสด็จไปเสด็จมา กิโลละ 80 บาทจ๊ะ" 
เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน


เรื่องที่ 11
มีอยู่ครั้งหนึ่งทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุย ทรงสูงมวนพระโอสถ แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้ 

ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า 
"ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า" 
ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ กับอธิการบดีว่า
"เรายังไม่ตาย ถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก"


เรื่องที่ 12
วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด 

ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท 

ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาทแล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวงแล้วก็พูดว่า ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง

แล้วก็พูดบรรยาย ยายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร แต่พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ทรงตรัสว่า 
"เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก"


เรื่องที่ 13
พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า 
"แขนเจ็บไปโดนอะไรมา " 
ชายคนนั้นตอบว่า "ตกสะพาน" 
แล้วในหลวงทรงรับสั่งกลับไปอีกว่า 
"แล้วแขนอีกข้างหนึ่งละ " 
ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า
"แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว" 
ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล


เรื่องที่ 14
พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ ทางภาคใต้ คือจังหวัดนราธิวาส 

ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรดมีความเค็ม

พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้าน ที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า 
"ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม" 
ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า 
"ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ กระหม่อมยังไม่เคยชิมซักที " 
ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่ตามเสด็จว่า 
"ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ"

 

เรื่องที่ 15
ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังแต่ไม่ได้ เชี่ยวชาญด้านราชาศัพท์ ก็กราบบังคมทูลว่า

"เอ้อ - ทรง...อ้า-ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ" 
พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า 
"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้" 
แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ 

ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า

เอ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป


เรื่องที่ 16
มีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เกิดขึ้นที่ อ.พร้าว พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรเผ่าลีซอ พอจะเสด็จกลับ ผู้เฒ่าคนหนึ่งยื่นถุงห่อข้าวให้ท่าน เกรงว่าท่านจะหิวขณะเดินทาง 
เป็นน้ำพริกตาแดง กับข้าวเหนียวหนึ่งห่อ พร้อมกับบอกในหลวงว่า 

"หมู่บ้านเฮามันไกล กว่าเฮาจะเดินเข้าเมืองได้ใช้เวลาหลายวันกลัวว่าท่านจะหิวกลางทาง"


เรื่องที่ 17
เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ 7 โมงเช้า นางสนองพระโอฐของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง ทางนางสนองพระโอฐก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย ก้อมีเสียงตอบกลับมาว่า 
"คนที่แบงค์" 
นางสนองพระโอฐก้อ งง ...งง ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า 

แบงค์ก้อยังไม่เปิดนี่หว่า พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า

คนที่แบงค์น่ะ ที่แบงค์จริงๆ นะ ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ

 

เรื่องที่ 18
สถานที่....รู้สึกจะเป็นวังไกลกังวล (ถ้าจำไม่ผิด) เราก็ใช้คำราชาศัพท์ผิดๆถูกๆ ทรงออกมาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าขาออก ไม่มีอะไร แต่ตอนที่ท่านจะกลับเข้าไป 

ยามที่เฝ้าหน้าปากประตูไม่ยอมให้ท่านเสด็จเข้าไปข้างใน

บอกว่าห้ามบุคคลภายนอกเข้า (ท่าทางจะเพิ่งเปลี่ยนเวร)

ท่านก็ตรัสว่า "มีแบงค์ในกระเป๋าไหม" ยามก็ตอบว่า "มี 

มีแบงค์ 20" ก็เอาขึ้นมาดู ท่านก็ถามว่า "หน้าท่านกันคนในแบงค์น่ะ เหมือนกันไหม?" เท่านั้นแหละ ยามทำอะไรไม่ถูกเลย ทั้งเปิดประตู ทั้งหมอบกราบ แทบไม่ทัน

 

เรื่องที่ 19
เรื่องนี้ไม่ขำนะ แต่ ซึ้งน่ะค่ะ

เงินห้าสตางค์ 
พุทธศัการาช 2481 เมื่อพระชันษาได้ 11 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชนิวัตประเทศไทย ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร ข้าหลวงในสมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งต่อมาคือนางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินาถ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ " ในหลวงของเรา " ของ " อัครวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ " ว่า
ตามเสด็จพระเชษฐาไปทุกๆ แห่งที่เสด็จ เช่น เปิดงานรัฐธรรมนูญ ทรงซื้อรถไฟฟ้าหรือใครถวายดิฉันจำฉันไม่ได้ แต่เป็นที่โปรดปรานมาก ทรงขับทั่ว ๆ ไปในบริเวณสวนจิตร ฯ เวลามีคนมาเฝ้าสมเด็จพระบรมราชชนนี ถ้าทรงรู้จักและคุ้นเคยจะทรงเรียกให้ขึ้นรถด้วย และทรงเก็บสตางค์เป็ฯราคา 5 สตางค์ จากประตูชั้นในมาส่งถึงตัวพระตำหนัก-
มีผู้ขึ้นแล้วไม่มีเศษสตางค์จะถวายให้ จึงถวายไป 10 สตางค์ แล้วไม่ยอมรับเงินทอน ทั้งทูลว่าสตางค์ที่ทอนนั้นถวายเป็นรางวัล ท่านรีบหยิบเงินทอนประทานแล้วอบรบผู้นั้นต่อไปว่า
" 5 สตางค์นี้ตั้งตัวได้ " ผู้ถุกอบรบทูลว่า " ตั้งตัวได้อย่างไร "
ท่านทรงสอนว่าให้ไปซื้อพันธุ์ถั่วมาปลูกขายแล้วจะมั่งมีเอง 

 

เรื่องที่ 20
เรื่องนี้ซึ้งค่ะ แต่ไม่ขำ

ลูกขอบใจพ่อ

การที่มีคณะแพทย์อยู่ในขบวนเสด็จนี้ ทำให้ทรงช่วยชีวิตราษฎรไว้ได้หลายชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อครั้งเสด็จประจวบคีรีขันธ์ ใน พ.ศ. 2513 แพทย์ได้ตรวจพบว่าชาวบ้านผู้หนึ่งป่วยหนักเนื่องไส้ติ่งแตก ทรงพระกรุณาโปนดเกล้าฯ
ให้เฮลิปคอปเตอร์ของตำรวจตระเวณชายแดนรีบน้ำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยเทวี หนึ่งในคณะแพทย์ผู้ตามเสด็จ ฯ เล่าความประทับใจครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น
ระหว่างปฎิบัติงานในชนบทห่างไกลนี้ ไว้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2529 ว่า
ผมอยากให้คุณเห็นกับตา พ่ออุ้มลูกตัวเล็กมาดักรอกราบพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้ลูกของเขาหายปากแหว่ง โดยเอาลูกกราบพระบาทแล้วเขาก็กราบบังคมทูลอย่างซื่อ ๆ ว่า
..." ผมพาลูกมาขอบใจที่พ่อช่วยรักษาให้มันหาย.."

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Dek-D


read all news